กระจก Low-E

โซลูชันกระจกประหยัดพลังงาน ที่ให้แสงสว่างธรรมชาติโดยไม่ต้องแลกกับความร้อน

ความต้องการอาคารประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับกฎหมายควบคุมอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code) ที่เข้มงวดมากขึ้น กำลังผลักดันให้ กระจก Low-E กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทั้งอาคารสูง อาคารสำนักงาน ไปจนถึงบ้านพักอาศัย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ที่ภาระความร้อนจากแสงอาทิตย์ผ่านกระจกคือต้นทุนค่าไฟจากระบบปรับอากาศที่สูงที่สุดส่วนหนึ่งของอาคาร

กระจก Low-E คืออะไร และมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร

กระจก Low-E (Low Emissivity Glass) คือกระจกที่ผ่านการเคลือบชั้นโลหะหรือเมทัลลิกออกไซด์ที่บางระดับนาโนเมตร (บางกว่าเส้นผมมนุษย์หลายร้อยเท่า) ลงบนผิวกระจก ชั้นเคลือบนี้บางจนมองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีคุณสมบัติพิเศษคือ “การแผ่รังสีความร้อนต่ำ” (Low Emissivity) ทำให้กระจกสามารถสะท้อนรังสีความร้อน (รังสีอินฟราเรด) กลับออกไป ในขณะที่ยังยอมให้แสงสว่างที่ตามองเห็น (Visible Light) ผ่านเข้ามาได้

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กระจกโฟลตใสธรรมดามีค่า Emissivity ประมาณ 0.84 หมายความว่าผิวกระจกดูดซับและแผ่รังสีความร้อนออกมาถึง 84% ในขณะที่กระจก Low-E คุณภาพสูงมีค่า Emissivity ต่ำได้ถึง 0.02–0.10 หรือแผ่ความร้อนออกมาเพียง 2–10% เท่านั้น

ขั้นตอนการผลิต

การเคลือบ Low-E บนกระจกทำได้ 2 กระบวนการหลัก ซึ่งให้ผลลัพธ์เป็นกระจกคนละประเภทกัน:

1. กระบวนการ Pyrolytic (Online Coating) — พ่นสารเคลือบ (มักเป็นดีบุกออกไซด์เจือฟลูออรีน) ลงบนผิวกระจกขณะที่กระจกยังร้อนอยู่ในสายการผลิตกระจกโฟลต ที่อุณหภูมิราว 600°C สารเคลือบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับผิวกระจก ได้เป็นกระจก Hard Coat Low-E

2. กระบวนการ Magnetron Sputtering (Offline Coating) — นำกระจกโฟลตสำเร็จรูปเข้าห้องสุญญากาศ แล้วยิงอนุภาคโลหะ เช่น เงิน (Silver) สลับกับชั้นเมทัลออกไซด์ เคลือบลงบนผิวกระจกทีละชั้นอย่างแม่นยำ อาจมีชั้นเงิน 1, 2 หรือ 3 ชั้น (Single / Double / Triple Silver) ได้เป็นกระจก Soft Coat Low-E ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบ Hard Coat อย่างชัดเจน

imgi 20 lowe glass gr4ut2dgyb middle

หลักการทำงานของกระจก Low-E

กุญแจสำคัญอยู่ที่การ “เลือกปฏิบัติ” กับคลื่นแสงแต่ละช่วงความยาวคลื่น พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบกระจกประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:

1. รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) — ทำให้เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน และพื้นไม้สีซีดจาง

2. แสงที่ตามองเห็น (Visible Light) — แสงสว่างที่เราต้องการให้เข้ามาในอาคาร

3. รังสีอินฟราเรด (Infrared) — คลื่นความร้อน ทั้งอินฟราเรดคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์โดยตรง และอินฟราเรดคลื่นยาวที่แผ่จากวัตถุร้อน เช่น ถนน หลังคา หรือเครื่องทำความร้อน

 

ชั้นเคลือบ Low-E ถูกออกแบบมาให้ สะท้อนรังสีอินฟราเรด (ความร้อน) กลับไปยังฝั่งต้นทาง แต่ยอมให้แสงที่ตามองเห็นผ่านได้มากที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงแตกต่างกันตามสภาพอากาศ:

  • ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย — ความร้อนจากภายนอกถูกสะท้อนกลับออกไป อุณหภูมิภายในเย็นลง เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง
  • ในเมืองหนาว — ความร้อนจากเครื่องทำความร้อนภายในถูกสะท้อนกลับเข้ามาในห้อง ลดการสูญเสียความร้อนออกสู่ภายนอก

นี่คือเหตุผลที่กระจก Low-E ถูกเรียกว่าเป็น “ฉนวนโปร่งใส” — ทำหน้าที่คล้ายฉนวนกันความร้อน แต่ยังคงความใสของกระจกไว้

กระจก Low-E มีกี่ประเภท: Hard Coat vs Soft Coat

คุณสมบัติHard Coat (Pyrolytic)Soft Coat (Sputtered)
กระบวนการเคลือบเคลือบขณะกระจกร้อน (Online)เคลือบในห้องสุญญากาศ (Offline)
ค่า Emissivityประมาณ 0.15–0.20ต่ำถึง 0.02–0.10
ประสิทธิภาพกันความร้อนปานกลางสูงถึงสูงมาก
ความทนทานของผิวเคลือบแข็งแรง ทนรอยขีดข่วน ใช้เป็นกระจกแผ่นเดี่ยว (Monolithic) ได้บอบบาง ต้องประกอบเป็นกระจกอินซูเลท (IGU) เพื่อปกป้องผิวเคลือบ
ความใสของสีอาจมีโทนสีติดเล็กน้อย (Haze สูงกว่า)ใสเป็นธรรมชาติ ค่าการส่องผ่านแสงสูง
การอบเทมเปอร์อบได้ทั่วไปต้องใช้รุ่น Temperable หรืออบก่อนเคลือบ
อายุการจัดเก็บก่อนประกอบยาวนานจำกัด (โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 6–12 เดือน ตามข้อกำหนดผู้ผลิต)
ราคาประหยัดกว่าสูงกว่า แต่คุ้มค่าจากการประหยัดพลังงานระยะยาว

สำหรับการเลือกใช้: งานอาคารสูง ผนังกระจก (Curtain Wall) และโครงการที่ต้องการประสิทธิภาพพลังงานสูงสุด ควรใช้ Soft Coat ประกอบเป็นกระจกอินซูเลท ส่วนงานที่ต้องการกระจกแผ่นเดี่ยว งบประมาณจำกัด หรือสภาพหน้างานที่เสี่ยงต่อการขูดขีด อาจพิจารณา Hard Coat

ค่าทางเทคนิคที่ช่างและสถาปนิกต้องรู้

การอ่านสเปคกระจก Low-E ให้เข้าใจ ต้องรู้จักค่าเหล่านี้:

U-Value (ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวม)

หน่วย W/m²·K — บอกว่าความร้อนถ่ายเทผ่านกระจกได้มากแค่ไหนจากความต่างของอุณหภูมิสองฝั่ง ยิ่งต่ำยิ่งดี กระจกใสแผ่นเดี่ยวมีค่า U ประมาณ 5.8 W/m²·K กระจกอินซูเลทธรรมดาประมาณ 2.7–3.0 ส่วนกระจกอินซูเลทที่ใช้ Low-E Soft Coat ร่วมกับก๊าซอาร์กอน สามารถทำได้ต่ำกว่า 1.1–1.6 W/m²·K

SHGC (Solar Heat Gain Coefficient)

ค่าระหว่าง 0–1 — บอกสัดส่วนพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ผ่านกระจกเข้ามาในอาคาร สำหรับประเทศไทยนี่คือค่าที่สำคัญที่สุด ยิ่งต่ำยิ่งกันความร้อนได้ดี กระจก Low-E ประเภท Solar Control สำหรับเขตร้อนควรมีค่า SHGC ต่ำกว่า 0.25–0.35 (บางมาตรฐานอาจระบุเป็นค่า SC — Shading Coefficient ซึ่ง SC ≈ SHGC ÷ 0.87)

VLT / VT (Visible Light Transmittance)

เปอร์เซ็นต์แสงที่ตามองเห็นที่ผ่านกระจกได้ — ยิ่งสูงห้องยิ่งสว่าง ลดการเปิดไฟกลางวัน ค่าที่นิยมในงานอาคารอยู่ระหว่าง 40–70%

LSG (Light-to-Solar Gain Ratio) หรือค่า Selectivity

คำนวณจาก VLT ÷ SHGC — เป็นตัวชี้วัด “ความฉลาด” ของกระจก ว่าให้แสงเข้ามามากแค่ไหนเทียบกับความร้อนที่ตามเข้ามา กระจกธรรมดามีค่า LSG ประมาณ 1.0 กระจก Low-E Double Silver ทำได้ราว 1.8–2.0 และ Triple Silver ทำได้เกิน 2.0 สถาปนิกที่ต้องการอาคารสว่างแต่เย็น ควรมองหาค่า LSG สูงที่สุด

Emissivity (ค่าการแผ่รังสีความร้อน)

ค่าระหว่าง 0–1 ของผิวเคลือบ — ยิ่งต่ำ แปลว่าผิวกระจกสะท้อนรังสีความร้อนคลื่นยาวได้ดี ส่งผลโดยตรงต่อค่า U-Value ที่ต่ำลง

 

กระจกอินซูเลท Low-E 6-12Ar-6 หมายถึง กระจกเคลือบ Low-E หนา 6 มม. + ช่องว่างอากาศเติมก๊าซอาร์กอน 12 มม. + กระจกใส 6 มม. หากระบุ VLT 62% / SHGC 0.28 / U-Value 1.4 แปลว่า แสงผ่านได้ 62% ความร้อนแดดเข้าเพียง 28% และเป็นฉนวนดีกว่ากระจกใสแผ่นเดี่ยวราว 4 เท่า

กระจก Low-E มีข้อดีอย่างไรบ้าง

ประหยัดพลังงานและลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ

สำหรับอาคารในประเทศไทย ความร้อนที่เข้าสู่อาคารผ่านกระจกคือภาระหลักของระบบปรับอากาศ กระจก Low-E ชนิด Solar Control ช่วยลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ผ่านกระจกได้มากกว่า 50–70% เมื่อเทียบกับกระจกใสธรรมดา ส่งผลให้ขนาดเครื่องปรับอากาศที่ต้องติดตั้ง (Cooling Load) เล็กลง และค่าไฟรายเดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดอายุอาคาร นอกจากนี้ยังช่วยให้อาคารผ่านเกณฑ์ค่า OTTV (Overall Thermal Transfer Value) ตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงานของไทย และสะสมคะแนนมาตรฐานอาคารเขียวอย่าง LEED หรือ TREES ได้ง่ายขึ้น

ให้แสงธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้กระจกสีเข้ม

ในอดีต การกันความร้อนหมายถึงการใช้กระจกสีชาเข้มหรือกระจกสะท้อนแสงที่ทำให้ภายในอาคารมืดทึบ กระจก Low-E เปลี่ยนสมการนี้ — ด้วยค่า Selectivity ที่สูง อาคารสามารถสว่างด้วยแสงธรรมชาติและเย็นสบายได้พร้อมกัน ลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในเวลากลางวัน และมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้ใช้อาคาร

เพิ่มความสบายของผู้อยู่อาศัย (Thermal Comfort)

ใครที่เคยนั่งริมหน้าต่างกระจกใสตอนบ่ายจะรู้ดีว่าความร้อนที่ “แผดเผา” ผ่านกระจกนั้นรู้สึกได้ชัดเจน กระจก Low-E ลดอุณหภูมิผิวกระจกฝั่งใน ทำให้พื้นที่ริมหน้าต่างกลับมาใช้งานได้อย่างสบายตลอดวัน ไม่มีจุดร้อนจุดเย็นในห้อง

ป้องกันรังสียูวี ยืดอายุเฟอร์นิเจอร์

ชั้นเคลือบ Low-E โดยเฉพาะเมื่อประกอบร่วมกับกระจกลามิเนต สามารถตัดรังสียูวีได้สูงถึง 99% ช่วยชะลอการซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน งานศิลปะ และพื้นไม้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พิพิธภัณฑ์ โชว์รูม และร้านค้าปลีกระดับพรีเมียมเลือกใช้

ลดการเกิดฝ้าและการควบแน่น

ในห้องปรับอากาศเย็นจัดที่เจอกับอากาศร้อนชื้นภายนอก กระจกอินซูเลท Low-E ช่วยลดความต่างของอุณหภูมิผิวกระจก ลดโอกาสการเกิดหยดน้ำควบแน่นบนผิวกระจกได้ดีกว่ากระจกธรรมดา

ข้อควรระวังในการตัด แปรรูป และติดตั้ง

กระจก Low-E โดยเฉพาะชนิด Soft Coat มีข้อกำหนดในการทำงานที่ต่างจากกระจกทั่วไป:

1. ห้ามติดตั้งกลับด้าน — ชั้นเคลือบต้องหันเข้าช่องว่างอากาศของ IGU เสมอ (Surface #2 หรือ #3) ห้ามให้ผิวเคลือบ Soft Coat สัมผัสอากาศภายนอกหรือภายในโดยตรง ใช้เครื่องตรวจชั้นเคลือบ (Coating Detector) ยืนยันด้านก่อนประกอบทุกครั้ง

2.ต้องทำ Edge Deletion — ก่อนประกอบเป็นกระจกอินซูเลท ต้องขัดลอกชั้นเคลือบบริเวณขอบกระจก (โดยทั่วไปกว้างประมาณ 8–12 มม. ตามสเปคผู้ผลิตซีลแลนท์) เพื่อให้ซีลแลนท์ยึดเกาะกับเนื้อกระจกโดยตรง ป้องกันการเสื่อมของชั้นเคลือบลามเข้าในแผ่น และป้องกันซีลรั่ว

3. การจัดเก็บ — กระจก Soft Coat ที่ยังไม่ประกอบ ต้องเก็บในที่แห้ง ควบคุมความชื้น และใช้ภายในระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ผิวเคลือบที่เสื่อมจะเกิดคราบออกไซด์ที่มองเห็นได้หลังติดตั้ง

4. การอบเทมเปอร์ — กระจก Soft Coat ต้องเป็นรุ่น Temperable เท่านั้นจึงจะอบได้ และควรอบภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังเคลือบ มิฉะนั้นสีของชั้นเคลือบอาจเพี้ยน

5. ระวัง Thermal Stress Breakage — กระจกที่กันความร้อนสูงจะดูดซับพลังงานไว้ที่แผ่นมากขึ้น หากขอบกระจกมีตำหนิจากการตัด หรือมีเงาบังบางส่วน (Partial Shading) จากครีบ กันสาด หรือสติกเกอร์ อาจแตกจากความเค้นเชิงความร้อนได้ ควรทำ Thermal Stress Analysis และพิจารณาใช้กระจกฮีทสเตร็งเท่นหรือเทมเปอร์ในตำแหน่งเสี่ยง

6.ห้ามติดฟิล์มหรือสติกเกอร์ทับภายหลัง โดยไม่ปรึกษาผู้ผลิต เพราะเปลี่ยนสมดุลการดูดซับความร้อนของแผ่นกระจก

7. การทำความสะอาด — ผิวกระจกด้านที่สัมผัสได้ (Surface #1 และ #4) ทำความสะอาดตามปกติ แต่ห้ามใช้สารขัดหยาบหรือใบมีดขูดบนผิวที่มีชั้นเคลือบชนิดสัมผัสอากาศ (กรณี Hard Coat แผ่นเดี่ยว)

กระจก Low-E ใช้สำหรับสิ่งใดบ้าง

อาคารสำนักงานและอาคารสูง — ผนังกระจกห่อหุ้มอาคาร (Curtain Wall) คือการใช้งานหลักของกระจก Low-E เพราะพื้นที่กระจกขนาดใหญ่หมายถึงภาระความร้อนมหาศาล กระจกอินซูเลท Low-E ช่วยให้ผ่านเกณฑ์ OTTV และลดต้นทุนระบบ HVAC ตลอดอายุอาคาร

บ้านพักอาศัย — โดยเฉพาะบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ใช้กระจกบานใหญ่ หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน ทิศตะวันตกและทิศใต้ที่รับแดดบ่าย กระจก Low-E ทำให้เจ้าของบ้านมีวิวและแสงธรรมชาติได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์หนักขึ้น

ช่องแสงหลังคาและสกายไลท์ (Skylight) — จุดที่รับรังสีอาทิตย์ตรงที่สุดของอาคาร ควรใช้ Low-E ร่วมกับกระจกลามิเนตเพื่อความปลอดภัยเหนือศีรษะ

โรงแรม โรงพยาบาล และอาคารที่ต้องการความเงียบ — เมื่อประกอบเป็นกระจกอินซูเลทหรือร่วมกับลามิเนตดูดซับเสียง จะได้ทั้งการประหยัดพลังงานและการลดเสียงรบกวนในคราวเดียว

อาคารอนุรักษ์พลังงานและอาคารเขียว — โครงการที่ตั้งเป้ามาตรฐาน LEED, TREES, WELL หรือ EDGE กระจก Low-E คือหนึ่งในรายการวัสดุพื้นฐานที่ช่วยเก็บคะแนนด้าน Energy & Atmosphere

เลือกกระจก Low-E อย่างไรให้เหมาะกับโครงการของคุณ

  • เจ้าของบ้านทั่วไป: มองหากระจกอินซูเลท Low-E ที่มีค่า SHGC ต่ำ (กันร้อน) และ VLT ที่ยังสว่างพอ สอบถามผู้ขายถึงค่า U-Value, SHGC และ VLT ทุกครั้ง — อย่าเลือกจากสีกระจกเพียงอย่างเดียว
  • ช่างและผู้รับเหมา: ตรวจสอบด้านชั้นเคลือบ ทำ Edge Deletion ตามสเปค และปฏิบัติตามข้อกำหนดการจัดเก็บและแปรรูปของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้การรับประกันเป็นโมฆะ
  • สถาปนิกและผู้ออกแบบ: เปรียบเทียบด้วยค่า LSG (Selectivity) วางตำแหน่งชั้นเคลือบให้เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อน (Surface #2) ทำ Thermal Stress Analysis ในตำแหน่งเสี่ยง และพิจารณาคู่ผสม Low-E + Laminated / Tempered ตามข้อกำหนดกฎหมายอาคาร

กระจก Low-E ไม่ใช่แค่ “กระจกกันร้อน” แต่คือการลงทุนที่คืนทุนผ่านค่าไฟที่ลดลงทุกเดือน ความสบายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน และมูลค่าอาคารที่ยั่งยืนในระยะยาว

imgi 21 lowe glass 4yicd20rxd middle

เข้าถึงแหล่งข้อมูลของเราที่นี่!

SMG Glass นำเสนอบทความทางเทคนิค เครื่องมือ และความรู้ออนไลน์ มากมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ของคุณ

เกี่ยวกับกระจก และช่วยให้คุณเลือกการติดตั้งกระจกทางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการคุณ 

เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม!

ข้อมูลเชิงลึกของ SMG Glass & Metal

imgi 20 lowe glass gr4ut2dgyb middle
Read More
imgi 19 float glass agqmkis5oj middle
Read More
imgi 16 float glass tbv2vqgua8 middle
Read More

SMG Glass And Metal Co., Ltd.

ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกแปรรูปครบวงจร ให้บริการมากกว่า 10 ปี

logo sm dark

SMG Glass And Metal Co., Ltd.

ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกแปรรูปครบวงจร — เทมเปอร์ · ลามิเนต · อินซูเลท ให้บริการสถาปนิก ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ
และงานตกแต่งอาคารขนาดกลางขึ้นไป 
จัดหาจากโรงงานคุณภาพทั่วประเทศ · สั่งผลิตตามแบบ · ประเมินราคาฟรี

ONLY THE SIGNIFICANT

© Copyright 2026 | Powered by SMG Glass And Metal Co., Ltd.